27 สิงหาคม 2551

ศาลอนุมัติหมายจับ 9 แกนนำพธม.

เมื่อเวลา 16.00 น. วันนี้(27 ส.ค.) นายณรัช อิ่มสุขศรี เลขานุการศาลอาญา เปิดเผยว่า องค์คณะศาลอาญามีมติให้ออกหมายจับแกนนำพันธมิตรฯ กับแนวร่วม รวม 9 คน ตามคำร้องขอของพนักงานสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาลคือ

นายสนธิ ลิ้มทองกุล ,พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ,นายพิภพ ธงไชย ,นายสมศักดิ์ โกศัยสุข และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์, นายสุริยะใส กตะศิลา, นายอมร อมรรัตนานนท์, นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และนายเทิดภูมิ ใจดี

ใน 4 ข้อหาคือ ความผิดฐานเป็นกบฏ ตามมาตรา 113 ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต, สะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการ หรือสมคบกันเพื่อเป็นกบฏ ตามมาตรา 114 ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามมาตรา 215 และ เมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมให้เลิกแล้วไม่เลิก ตามมาตรา 216 โดยทั้งหมดมีพยานหลักฐานที่ค่อนข้างชัดเจน ว่ามีการกระทำความผิดจริง ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนระบุว่า อาจมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม แต่ยังไม่สามารถระบุได้ในตอนนี้ ต้องกลับไปทำการสอบปากคำ และสอบสวนอีกครั้งหนึ่ง

หลังจากนี้พนักงานสอบสวนจะนำสำนวน และหมายจับไปที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ก่อนจะทำการประชุมกับนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่อีกครั้งหนึ่งว่า จะดำเนินการต่อไปอย่างไร

โดยพนักงานสอบสวนยอมรับว่า การจะเข้าไปจับกุมแกนนำพันธมิตรฯภายในทำเนียบรัฐบาลนั้น คงเป็นเรื่องยากและอาจเกิดปัญหากระทบกระทั่งกับกลุ่มผู้ชุมนุมได้ วิธีที่ดีที่สุดคือ การเข้าไปเจรจาก่อน แต่จะเจรจาหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้บังคับบัญชา.

ที่มา http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=174952&NewsType=1&Template=1

26 สิงหาคม 2551

ประมวลภาพปฏิบัติการวันเดียวจบ

ครบกำหนดวันเป่านกหวีด อังคารที่ 26 สิงหาคม 2551 ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย วัตถุประสงค์เพื่อ เคลื่อนไหวกดดันให้รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ลาออกจากตำแหน่ง หลังจากได้ชุมนุมยืดเยื้อมาตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2551 รวมเวลา 90 วัน หรือ 3 เดือนเต็ม



ที่มา http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Columnid=62183&NewsType=2&Template=1

17 สิงหาคม 2551

เศรษฐกิจเริ่มดีต้องทำการเมืองให้ดี

สถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้เป็นไปในทิศทางที่ค่อย ๆ เริ่มดีขึ้น โดยเฉพาะปัญหาทางด้านเศรษฐกิจนั้นประชาชนคนไทยมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ลดลงมาตลอด ประกอบกับทางรัฐบาลได้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน คนไทยก็พลอยโล่งจากปัญหาราคาน้ำมัน ซึ่งส่งผลถึงความรู้สึกของประชาชนว่าปัญหาต่าง ๆ จะเริ่มคลี่คลายดีขึ้นในไม่ช้านี้ และการที่รัฐบาลได้ออก 6 มาตรการ 6 เดือน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนระดับล่างต่าง ๆ ก็มีผลดีในแง่จิตวิทยาเชิงบวกต่อชีวิตประจำวันของประชาชน จากข้อมูลผลสำรวจความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยประ จำเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ศูนย์พยากรณ์ธุรกิจและเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้สำรวจพบว่าดัชนีความเชื่อมั่นปรับเพิ่มขึ้นทุกรายการเป็นครั้งแรกรอบ 4 เดือน หลังจากที่ได้ลดต่อเนื่องติดต่อกันถึง 3 เดือน โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 78.9 เพิ่มจากเดือนมิถุนายน ที่ 78.0 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันอยู่ที่ 71.9 เพิ่มจาก 70.2 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต 79.6 เพิ่มจาก 78.4 และความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 71.8 เพิ่มจาก 70.8 ซึ่งข้อมูลที่ได้มีการสำรวจออกมานั้นเป็นการส่งสัญญาณที่ดีออกมาให้คลายกังวลใจได้ แม้ว่าความเชื่อมั่นทางด้านเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้น แต่ก็มีปัจจัยทางลบเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าการชุมนุมที่ยืดเยื้อ และเรื่องการยุบพรรคการเมืองในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ที่ยังไม่มีผลตัดสินออกมาจึงทำให้เกิดการคาดเดาสถานการณ์การเมืองในทิศทางต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งล่าสุดได้มีการพูดถึงการพิจารณาใบแดงของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ด้วย ซึ่งอาจจะส่งผลถึงการยุบพรรคประชาธิปัตย์อีกพรรคนั้น ก็ถือว่าเสถียรภาพทางการเมืองของไทยยังสั่นคลอนอยู่ตลอดเวลา คงไม่มีใครปฏิเสธอย่างแน่นอนว่า ปัญหาการเมือง ที่เคลื่อนไหวไปในทางลบนั้นกระทบต่อความมั่นคงของชาติบ้านเมืองในทุก ๆ ด้าน เพราะฉะนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมทราบดีว่าประเด็นการเมืองที่จุดขึ้นมานั้นจะส่งผลโดยรวมต่อประเทศอย่างไรบ้าง แต่ความวุ่นวายทางการเมืองที่มีอีกกลุ่มหนึ่งไม่ยอมยุติง่าย ๆ หาเหตุหาเรื่องไปเรื่อย ๆ ก็ย่อมทำให้ความสุขของประชาชนจากภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้นก็อาจจะหดหายลงไปได้เหมือนกัน ปัญหาเหล่านี้อยาก ให้ผู้เล่นการเมืองทั้งเล่นในกติกาและนอกกติกามองให้ไกลมองให้ถึง ประโยชน์ของชาติบ้านเมือง การเมืองไทยในระบอบประชาธิปไตยก็จะเดินรุดหน้าต่อไปได้โดยไม่สะดุดเว้นวรรค.


ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ประจำวันที่ 16 สิงหาคม 2551
http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?ColumnId=61738&NewsType=2&Template=1

08 สิงหาคม 2551

ปัญหาการเมืองเกิดขึ้นมาเพราะคน

การเกิดสุริยุปราคาเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา เกือบทั่วทุกมุมโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย อิทธิพลของสุริยคราสนั้น บรรดาโหรได้มีการทำนายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าจะส่งผลถึงวิกฤติของดวงโลกและดวงเมือง รวมทั้งดวงเมืองของไทยว่านับตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 9 สิงหาคมนี้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง อันเนื่องมาจากการขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ส่งผลถึงขั้นอาจมีการยุบสภา เกิดขึ้น โหรบางท่านบอกคำทำนายค่อนข้างแรงว่า ถ้าการเมืองดื้อดึงกันไปมาโดยไม่ฟังใคร อาจถึงขั้นปฏิวัติรัฐประหารขึ้นมาได้ ซึ่งอยากให้ประชาชนฟังหูไว้หูอย่าเพิ่งตกใจ เพราะส่วนใหญ่แล้วคำทำนาย ที่ผ่าน ๆ มาไม่ค่อยตรงเท่าไหร่นัก นับตั้งแต่รัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช เข้ามา ทำงานในวันแรก ก็ได้มีการทำนายทายทักตามตำราโหราศาสตร์จากโหรต่าง ๆ หลายสำนักถึงอายุของรัฐบาลว่าจะอยู่ได้ยืดยาวแค่ไหน โดย อ้างเหตุจากดวงดาวที่โคจรในช่วงเวลานั้น และที่มีคำทำนายว่ารัฐบาลของนายสมัคร จะอยู่ได้เพียง 3 เดือน แต่รัฐบาลก็ผ่านพ้นมาได้ถึง 6 เดือนแม้จะต้องผจญปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ก็ตามที แต่ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงหนึ่งช่วงใดก็ได้มีการแก้ไขด้วยวิถีทางการเมืองทำให้ปัญหาลดน้อยลงไป จนกระทั่งในวันนี้ก็ได้มีการปรับรัฐมนตรีใหม่กว่า 10 คน ปัญหาการเมืองก็ยังมีไม่หมด รวมทั้งปัญหาที่ตอกย้ำเรื่องปฏิวัติให้มีหลอกหลอนกันอีก เป็นที่น่าสงสัยเหมือนกันว่าทำไมดวงเมืองของประเทศไทย เวลาที่โหรได้ทำนายในบางครั้งจะต้องพูดถึงเรื่องการปฏิวัติรัฐประหาร ทั้ง ๆ ที่การปฏิวัติไม่ได้ส่งผลการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้แก่ประเทศชาติแต่ประการใด มีแต่ทำให้ประเทศไทยเสื่อมเสียเกียรติภูมิของชาติ และทำให้ประชาธิปไตยถอยหลังไปอีกให้เป็นที่น่าอับอายแก่อารยประเทศทั่วโลก อย่างไรก็ตาม การย้ำพูดถึงปฏิวัติขึ้นมาอีกนั้น คิดไปในทางที่ดีว่าอาจจะเป็นการเตือนสติให้แก่ทุกฝ่ายทางการเมืองทั้งในสภา และนอกสภา จะได้มีสติยั้งคิดเอาไว้ไม่ก่อชนวนให้เกิดความรุนแรงที่คนไทยด้วยกันเองจับอาวุธมาทำลายล้างเข่นฆ่ากันเอง เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นไปในทางที่ดีหรือเลวร้ายเกิดมาจากการกระทำของคนทั้งสิ้น ถ้าคนเราคิดดีก็จะทำแต่เรื่องดี ๆ แต่คิดไม่ดีก็มีแต่เรื่องร้าย ๆ เกิดขึ้น เหมือนอย่างกลุ่มม็อบผู้ประท้วงที่อ้างสิทธิเสรีภาพของการชุมนุมแบบเข้าข้างตัวเอง ก็ย่อมถือว่าเป็นการคิดที่ไม่ดี เช่นเดียว กับการที่รัฐบาลคิดจะยื่นขอแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยพูดแต่สิ่งดี ๆ อย่างเดียว ก็ถือว่าเป็นการคิดที่ไม่ดีเช่นกัน สำหรับการคิดดี ๆ นั้นควรที่ จะต้องฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนว่ามีความเห็นอย่างไรบ้างเกี่ยวกับการกระทำที่ได้ดำเนินการมาโดยตลอด ถ้าการเมืองทุกฝ่ายไม่ว่าฝ่ายไหนรับฟังเสียงที่แท้จริงของประชาชนก็จะบรรเทาความขัดแย้งรุนแรงลงไปได้.

ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ประจำวันที่ 2 สิงหาคม 2551
http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?ColumnId=61081&NewsType=2&Template=1

01 สิงหาคม 2551

ซิ่งชนเหล็กกั้นเวทีพันธมิตร

“สุริยะใส” ระบุ ผู้ต้องหาขับรถชนแผงเหล็กกั้นหลังเวทีพันธมิตรฯ เป็นขบวนการที่หมายเอาชีวิตบรรดาแกนนำ เพราะขนปืนเกือบ 10 กระบอก กับกระสุนใส่กระเป๋ามาเพียบเพื่อเตรียมแจกให้กับพวกที่ร่วมก่อเหตุ แต่โชคดีถูก รปภ.จับตัวได้ก่อน เจอนามบัตร “รณฤทธิชัย คานเขต” ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อแผ่นดินอยู่ในกระเป๋าด้วย ยัน 1 ส.ค.นี้ ระดมแนวร่วมจาก ตจว.เข้ามาปักหลักชุมนุมยืดเยื้อค้านรัฐบาลยื่นญัตติแก้รัฐธรรมนูญ นำคนเจ็บจากเหตุปะทะม็อบต้านร้องป.ป.ช.ให้ดำเนินคดีจนท.รัฐ 10 คน ตั้งแต่ นายกฯยันผกก.ท้องที่เกิดเหตุ ส่วน รปภ.พันธมิตรฯเหิมเกริมหนัก เมาเหล้าขอเงินนักตะกร้อ 20 บาท ไม่ได้ เตะเข้าชายโครง สายตรวจมาจับต่อสู้ขัดขืนชกหน้า ส.ต.อ.เจ็บ นอกจากนั้นยังรุมล้อมกรอบตำรวจจราจรนางเลิ้งบังคับไม่ให้เขียนใบสั่งแปะรถผู้มาร่วมชุมนุมที่จอดกีดขวางการจราจร
การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเริ่มจะมีเหตุการณ์รุนแรงเพิ่มขึ้นหลังจากกลุ่มแนวร่วมพันธมิตรฯใน จ.อุดร ธานี ถูกม็อบต่อต้านรุมทำร้ายจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 10 คน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีกับ นายขวัญชัย ไพรพนา กับนายอุทัย แสนแก้ว แกนนำม็อบต่อต้านพันธมิตรฯ ส่วนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ถนนราชดำเนิน ยังคงชุมนุมกันต่อไปเพื่อขับไล่รัฐบาล พร้อมกับเสริมกำลัง รปภ.ดูแลความเรียบร้อยในที่ชุมนุมร่วมกับกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลที่จัดกำลังมาดูแลรักษาความสงบป้องกันมือที่สามก่อเหตุ ขณะที่ข้าราชการและลูกจ้างกระทรวงศึกษาธิการได้ร้องต่อศาลแพ่งขอให้มีคำสั่งให้กลุ่มพันธมิตรฯรื้อเวทีปราศรัยเนื่องจากกีดขวางเส้นทางเข้า-ออกกระทรวงศึกษาธิการ

29 กรกฎาคม 2551

อย่าปล่อยให้คนไทยทำร้ายกัน

การใช้กำลังของกลุ่มต่อต้าน ทำร้ายร่างกายกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก เพื่อสกัดกั้นการชุมนุมที่ จ.อุดรธานี โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถห้ามปราม ระงับเหตุได้ และมีแนวโน้มที่การใช้ความรุนแรงต่อต้านจะลุกลามออกไปในจังหวัดต่าง ๆ จนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้แนวร่วมทั่วประเทศยุติการเปิดเวทีตามต่างจังหวัด เข้ามาสมทบการชุมนุมที่กรุงเทพฯ นั้น เป็นสถานการณ์ที่ทำให้หลายฝ่ายวิตก นับแต่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีแสดงความกังวลกับความแตกแยก ขณะเดียวกันนายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็เกรงว่าจะบานปลายยิ่งกว่าเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ความรุนแรงในอดีต เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 นั้น เป็นการปลุกระดมให้ใช้กำลังกับผู้ชุมนุมภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อาวุธเข้าสลาย มีผู้บาดเจ็บล้มตาย ส่งผลให้เกิดความแตกแยกในสังคมครั้งใหญ่ แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้ นายธีรยุทธ ระบุว่า มีความรุนแรงย่อย ๆ ระหว่างมวลชนเกิดขึ้นหลายจังหวัด และมีโอกาสขยายให้ยืดเยื้อในวงกว้าง อาจถึงขั้นจลาจล หรือลุกลามเป็นสงครามกลางเมือง ที่การรัฐประหารก็จะควบคุมไม่อยู่ ใช่แต่เพียงบุคคลสำคัญของบ้านเมืองและนักวิชา การจะกังวล แต่การสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วไป โดยมหาวิทยาลัย อัสสัมชัญ ส่วนใหญ่ ร้อยละ 67.3 กังวลมาก ว่าความขัดแย้งรุนแรงทางการเมืองจะทำให้ประชาชนเข้าสู่สภาพบ้านป่าเมืองเถื่อน อีกร้อยละ 11.2 กังวลค่อนข้างมาก และส่วนใหญ่ ร้อยละ 92.4 เห็นว่าคดีความและความขัดแย้งรุนแรงทางการเมืองขณะนี้ควรปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม โดยวิธีที่สาธารณชนเห็นว่า ผู้มีอำนาจและประชาชนจะช่วยกันทำให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤติได้ ส่วนมากหรือร้อยละ 93.7 เชื่อว่าอยู่ที่ความรักและความสามัคคี รองลงมาคือร้อยละ 91.8 เห็นว่าควรยึดมั่นในกติกา กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ทุกฝ่ายตระหนักว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นอยู่ขณะนี้ เป็นปัญหาใหญ่ที่จะขยายตัวเป็นเรื่องน่ากลัวอย่างยิ่ง และวิธีที่ดีที่สุดอยู่ที่ความสามัคคี ส่วนปัญหาคดีความต่าง ๆ ก็ให้ดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ที่น่าเป็นห่วงประการหนึ่งก็คือ การละเลยต่อการป้องกันระงับเหตุของเจ้าหน้าที่ ผู้เกี่ยวข้อง แต่เลือกรอให้เหตุการณ์ผ่านไปแล้วค่อยเอาภาพผู้กระทำความผิด ที่สื่อมวลชนบันทึกไว้มาดำเนินคดี ซึ่งไม่น่าจะเป็นวิธีจัดการความรุนแรงที่ได้ผล ทั้งนี้ เป็นที่คาดหมายได้ว่า การมีกลุ่มต่อต้านกระจายตัวไปแทบทุกจังหวัดเพื่อเล่นงานการชุมนุม ย่อมไม่ใช่ความบังเอิญ แต่น่าจะมีผู้บงการอยู่เบื้องหลัง ซึ่งควรจะสืบสวนสอบสวนเอาบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเหล่านี้มาดำเนินคดีให้ได้ เพื่อมิให้สมุนทั้งหลายไปก่อเหตุร้ายที่มุ่งหมายเพื่อการจลาจลได้อีก.


ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ประจำวันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?ColumnId=60836&NewsType=2&Template=1

24 กรกฎาคม 2551

ออกหมายจับ'สนธิ''หมิ่นเบื้องสูง

"คำปราศรัญมัดแน่น นำคำพูด'ดา ตอร์ปิโด'เผยแพร่เก็บตัวเงียบ-ชิงขอเข้ามอบตัว สาวซ่านอนคุกอดประกันตัว!

ศาลอนุมัติหมายจับ"สนธิ ลิ้มทองกุล"หลังจากคดี"ดา ตอร์ปิโด"พ่นพิษ ลากหัวหน้าพันธมิตรฯพ่วงท้ายดำเนินคดีด้วย ระบุนำคำพูดหมิ่นเบื้องสูง ไปเผยแพร่บนเวทีปราศรัย หอบหลักฐานเด็ด เทปบันทึกภาพยื่นศาลเรียบร้อย ขณะที่ “บักใส” ติดต่อพาลูกพี่นัดมอบตัวที่ บช.น. ทีมทนายออกโรงโต้ไม่ดูเจตนา อ้างปราศรัยเพื่อเร่งรัดคดีตำรวจ “จงรัก” แถลงเข้าข่ายผิดข้อหาหมิ่นสถาบัน ยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย “อัศวิน” ระบุใช้มาตรฐานเดียวกัน ส่วนม็อบพันธมิตรฯ ฮือบุก ประท้วงเก้อหน้าโรงพักดุสิต นึกว่าลูกพี่ถูกหิ้วมา ด้านอาจารย์อักษร จุฬาฯ ติดต่อยื่นประกัน “ดา ตอร์ปิโด” แต่ศาลไม่อนุมัติ ขอยื่นอุธรณ์ต่อ ปธ.กก.พลังแผ่นดินฯ บุกสตช.ทวงถามความคืบหน้าคดี “จักรภพ” ขณะที่เมืองมหาสารคาม ไล่ดุเดือดม็อบพันธมิตรฯ

ภายหลังจากตำรวจนครบาล ได้ติดตามจับกุมตัว น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ “ดา ตอร์ปิโด” แนวร่วมกลุ่มประชาธิปไตยและขับไล่เผด็จการ (นปก.) หลังได้ขึ้นปราศรัยที่ท้องสนามหลวง มีการพูดก้าวล่วงสถาบันเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เมื่อค่ำวันที่ 18-19 ก.ค. ที่ผ่านมา ภายหลังถูกจับกุม น.ส. ดารณี ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวส่งฝากขังศาล พร้อมคัดค้านการประกันตัว จากนั้นส่งเข้าควบคุมที่ทัณฑสถานหญิงกลาง บางเขน ตามที่เสนอข่าวมาอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น

คดี “ดา ตอร์ปิโด” พ่นพิษ
ความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 23 ก.ค. ที่ บช.น. พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น เปิดเผยว่า นอกจากกรณีของ น.ส.ดารณี แล้วพนักงานสอบสวน กำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเตรียมการออกหมายจับผู้ต้องหารายอื่น ๆ ต่อไป ทั้งผู้ต้องหาที่เป็นบุคคลที่มีการปราศรัยบนเวทีรวมถึงการเผยแพร่ทางเว็บไซต์และทางสถานีเคเบิลทีวีด้วย โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติแต่อย่างใดและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายด้วยเกียรติของตำรวจนครบาล แม้แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พูดพาดพิงในสภาเราก็ออกหมายจับทั้งนั้น

“ขอยืนยันอีกครั้งว่า ทุกกรณีทุกคนเราดำเนินการหมดตามขั้นตอนกฎหมายโดยไม่ต้องมีการออกหมายเรียกก่อน เนื่องจากคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น เป็นคดีที่มีโทษเกิน 3 ปีขึ้นไปฉะนั้นไม่จำเป็นต้องมีการออกหมายเรียกสามารถออกหมายจับได้ทันที เพราะเป็นคดีที่สามารถดำเนินการได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้มีใครมาแจ้งความเพราะสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่คนไทยทุกคนเคารพบูชา”

ยื่นศาลขอหมายจับ “สนธิ”
ต่อมาเวลา 15.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 904 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนคำร้องของ พ.ต.ท.สุรศักดิ์ สิงห์ไกร รอง ผกก.สส.สน.ดุสิต เรื่องขออนุมัติหมายจับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ ราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พ.ต.ท.ณัฐนิติ หลุดหละ สว.สส.สน.ดุสิต ขึ้นเบิกความว่า ตนเองได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ดูแลการบันทึกภาพและเสียงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ พบว่าเมื่อคืนวันที่ 20 ก.ค. 51 เวลา 21.45-22.15 น. นายสนธิแกนนำพันธมิตรฯ ได้ขึ้นปราศรัย โดยมีการกล่าวอ้างถึงเหตุการณ์ที่ น.ส. ดารณี เชิงชาญศิลปกุล หรือ “ดา ตอร์ปิโด” สมาชิก นปก. กล่าวข้อความหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ซึ่งอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายอาญา จึงสั่งการให้ตำรวจทำการบันทึกภาพและเสียงไว้

ถอดเทปคำปราศรัยมัดตัว
ด้าน พ.ต.ท.สุรศักดิ์ สิงห์ไกร เบิกความว่า ตนซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำพยานซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ทำการบันทึกภาพ และผู้ถอดเทปคำปราศรัยของนายสนธิ ก่อนนำเสนอผู้บังคับบัญชา ซึ่งจากการตรวจสอบพยานหลักฐานเบื้องต้นเห็นว่า คำพูดของนายสนธิ เข้าข่ายกระทำผิดตาม ป.อาญา ม.112 และคดีมีอัตราโทษสูงเกินกว่า 3 ปี ตาม ป.วิอาญา ม.66 (1) จึงเห็นสมควรขอให้ศาลอนุมัติหมายจับ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปพร้อมกันนี้ พนักงานสอบสวนได้ยื่นแผ่นวีซีดีบันทึกภาพการปราศรัย และบันทึกการถอดเทปคำปราศรัยของนายสนธิส่งศาลประกอบการพิจารณาด้วย

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ร้องมีพยาน ขึ้นเบิกความ 2 ปาก และส่งมอบแผ่นวีซีดีบันทึกภาพเหตุการณ์ กรณีมีหลักฐานตามสมควรน่าเชื่อได้ว่านายสนธิ กระทำผิด หรืออาจกระทำผิดกฎหมายอาญา ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกสูงกว่า 3 ปี จึงมีคำสั่งให้อนุมัติหมายจับตามคำร้อง และให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งผลการดำเนินการตามหมายจับมาให้ศาลภายใน 7 วัน

“จงรัก” แถลงหมายจับ “สนธิ”
ที่ บช.น. ช่วงเย็นวันเดียวกัน พล.ต.อ. จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.อัศวิน ผบช.น. และ พล.ต.ท.ภานุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ผู้ช่วย ผบ.ตร. ร่วมกันแถลงข่าวยืนยันกรณีศาลอาญาอนุมัติหมายจับกุมนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ เลขที่ 2245/2551 ข้อหาหมิ่นประมาทดูหมิ่นแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์พระราชินี รัชทายาทหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พร้อม แสดงหมายจับต่อสื่อมวลชน ระบุหากพบตัวที่ไหนสามารถจับกุมได้ทันที

พล.ต.อ.จงรัก กล่าวว่า ตำรวจได้ตรวจสอบเทปกล้องวิดีโอ พิจารณาตามเนื้อหาที่นายสนธิ ขึ้นปราศรัยเข้าข่ายผิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จึงสั่งการพนักงานสอบสวน สน.ดุสิต นำหลักฐานเสนอต่อศาลอาญาออกหมายจับ โดยศาลได้พิจารณาอนุมัติออกหมายจับนายสนธิ เมื่อเวลา 16.00 น. (23 ก.ค.) ข้อหากระทำความผิดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และให้จับกุมตัวนายสนธิ ไปส่งดำเนินคดีที่ สน.ดุสิต ภายในอายุความ 15 ปี แต่ตำรวจยังไม่ไปจับต้องการให้นายสนธิ มามอบตัว จากนั้นก็ต้องสอบปากคำ ให้ความเป็นธรรมไปตามรูปคดีทุกประการ

“บักใส” ติดต่อพาลูกพี่มอบตัว
พล.ต.ท.อัศวิน กล่าวว่า ได้รับการประสานทางโทรศัพท์จากนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ว่าจะนำตัวนายสนธิ เข้ามอบตัวสู้คดีรับทราบข้อกล่าวหากับพนักงานสอบสวนเวลา 09.00 น. วันที่ 24 ก.ค. ที่ บช.น. ส่วนจะให้ประกันตัวหรือไม่นั้นตอนนี้ยังตอบไม่ได้ขอให้มามอบตัวก่อน เพราะนายสนธิ มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งอยากให้มามอบตัวตามที่นัดหมายไว้และยังไม่มีการต่อรองใด ๆ เมื่อมี หมายจับแล้วตำรวจก็สามารถจับกุมตัวได้ตามหน้าที่มีการเตรียมพนักงานสอบสวนไว้สอบปากคำเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตามก่อนที่จะเดินจากไป พล.ต.ท.อัศวิน ได้พูดทิ้งท้ายเป็นปริศนาว่า “คนอย่างอัศวินมีมาตรฐานเดียวกัน” ทำให้บรรดาสื่อมวลชนคาดการณ์ว่าพนักงานสอบสวนจะใช้มาตรฐานเดียวกันกับคดีของ น.ส.ดารณี ที่ถูกนำตัวส่งฟ้องศาลก่อนหน้านี้ในข้อหาเดียวกัน

บุกโรงพักคิดว่าถูกจับแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ช่วงเย็นวันเดียวกัน ภายหลังมีกระแสข่าวว่านายสนธิ จะเข้ามอบตัว ที่ สน.ดุสิต ปรากฏว่าได้มีกลุ่มพันธมิตรฯ 100 คน เดินทางมาชุมนุมบริเวณหน้าสน.ดุสิต โดยกลุ่มผู้ชุมนุมต่างตะโกนให้มีการปล่อยตัวนายสนธิ ต่อมามีนายธิต (ไม่ทราบนามสกุล) อ้างว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มเดินทางเข้าเจรจากับ พ.ต.ท.รุ่งเพชร เมฆี พงส. (สบ 2) ให้ปล่อยตัวนายสนธิ โดย พ.ต.ท.รุ่งเพชร เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางนายสนธิ ยังไม่ได้เดินทางมา มอบตัวแต่อย่างใด และทาง สน. ไม่ได้ควบคุมตัวไว้ แต่ทราบว่า นายสนธิ จะเดินทางเข้ามามอบตัว ในวันที่ 24 ก.ค. แต่ยังไม่ทราบเวลาและสถานที่ หลังจากทราบเรื่องทางกลุ่มผู้ชุมนุมจึงพากันสลายตัว ทั้งนี้ ระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯ มารวมตัวหน้า สน. ได้มีวัยรุ่นประมาณ 20 คน มาตะโกนขับไล่แต่ไม่มีเหตุรุนแรง

ไม่ให้ประกัน “ดา ตอร์ปิโด”
ส่วนที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อายุ 53 ปี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย แกนนำ “กลุ่มคนเดือนตุลาไม่เอาเผด็จการ” ได้ยื่นคำร้องพร้อมใช้ตำแหน่งข้าราชการระดับ 8 อัตราเงินเดือน 25,000 บาท ซึ่งมูลค่าประกัน 10 เท่า เป็นเงิน 250,000 บาท ขอประกันตัว น.ส.ดารณี ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ถ้อยคำหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่น ตามคำร้องขอออกหมายจับ และคำร้องขอ ฝากขังต่อศาลครั้งที่ 1 มีข้อความที่ร้ายแรง พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรงอย่างยิ่ง ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้าน น่าเชื่อว่า หากปล่อยชั่วคราวอาจหลบหนีจึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง

นายสุธาชัย กล่าวว่า ตนเองมายื่นประกันตัวในฐานะเพื่อนสนิท อย่างไรก็ดี ในช่วงเช้าวันที่ 24 ก.ค. ตนจะเตรียมยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลโดยใช้หลักทรัพย์เดิม โดยจะอ้างเหตุผลว่า น.ส.ดารณี เป็นประชาชนธรรมดาไม่ใช่ผู้ร้าย ไม่เคยกระทำผิดกฎหมายมาก่อน และไม่ใช่ผู้มีอิทธิพลที่จะไปทำลายเอกสารหลักฐานรูปคดีได้ และไม่คิดหลบหนี

ทวงถามคืบหน้าคดี “จักรภพ”
ก่อนหน้านี้ช่วงเช้าวันเดียวกัน ที่ สตช. ได้มี พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ ประธานคณะกรรมการพลังแผ่นดิน พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วย พล.ร.อ.อรุณ เสริมสำราญ คณะกรรมการพลังแผ่นดิน และคณะติดตามอีก 3 คน ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ให้เร่งรัดในการดำเนินคดีกับนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยมี พล.ต.ต.เรืองศักดิ์ จริตเอก รอง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. ในฐานะรองโฆษก ตร. เป็นผู้รับเรื่อง

ด้าน พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รอง ผบช.ก. กล่าวถึงความคืบหน้าคดีนายจักรภพ ว่า ตำรวจได้ดำเนินการกรณีนี้เหมือนคดีหมิ่นฯ อื่น ๆ ต้องมีการพิจารณาหลายขั้นตอน เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ขณะนี้อยู่ในขั้นของพนักงานสอบสวน กองปราบปราม ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐาน ส่งให้กรรมการระดับ บช.ก. ลงความเห็นก่อนส่งให้คณะกรรมการ ระดับ ตร. และส่งให้ ผบ.ตร. ลงความเห็นว่าควรสั่งฟ้องหรือไม่ คาดว่าทางพนักงานสอบสวนน่าจะรวบรวมพยานหลักฐานใกล้เสร็จสิ้นและส่งให้กรรมการ บช.ก. พิจารณาได้ในเร็ว ๆ นี้

ฮือไล่พธม.มหาสารคาม
ที่ จ.มหาสารคาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเย็นได้มีกลุ่มพันธมิตรฯ มหาสารคามได้เตรียมเวทีปราศรัย ที่บริเวณถนนหน้า รร.อนุบาลมหาสารคาม ขณะกำลังเตรียมจัดตั้งเวที ปรากฏว่าได้มีกลุ่มต่อต้าน 200 คน โพกผ้าสีแดงเป็นสัญลักษณ์บุกเข้ารื้อเวทีเนื่องจากไม่ต้องการให้มาสร้างความแตกแยกในพื้นที่ ทำให้ตำรวจกว่า 200 นาย ต้องปิดกั้นมิให้สองฝ่ายปะทะกัน แต่กลุ่มต่อต้านมาเสริมกำลังอีกประมาณ 200 คน โดยฝ่ายคัดค้านพยายามใช้รถ 6 ล้อ เคลื่อนตัวเข้าแหวกแนวสกัดกั้น ทางฝ่ายตำรวจจึงต้องระดมกำลังเสริมเพื่อป้องกันเหตุการณ์บานปลาย

ทีมทนายยื่นประกันสู้คดี
ส่วนบรรยากาศความเคลื่อนไหว ที่บริเวณเวทีปราศรัยกลุ่มพันธมิตรฯ บริเวณสะพานมัฆวานฯ ที่มีการชุมนุมครบ 60 วัน หลังมีการรายงานข่าวการออกหมายจับนายสนธิ ทำให้ช่วงหัวค่ำมีผู้มาร่วมชุมนุมจำนวนมาก แกนนำสลับกันขึ้นปราศรัยโจมตีรัฐบาลและตำรวจอย่างดุเดือดเผ็ดมัน นายนิติธร ล้ำเหลือ ทีมทนายความของนายสนธิ แถลงว่า วันที่ 24 ก.ค. ถ้าตำรวจมีการยื่นคัดค้านการประกันตัว ตนจะไปยื่นเรื่องต่อสภาทนายความทันทีว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะเป็นการดำเนินคดีโดยไม่ได้ดูเจตนาของนายสนธิ ที่ปราศรัยเพื่อต้องการให้ตำรวจเร่งรัดการดำเนินคดี น.ส.ดารณี และเป็นการพูดโดยสรุปเท่านั้นไม่ได้มีการพาดพิงหมิ่นสถาบันแต่อย่างใด และสังคมได้เห็นชัดเจนมาตลอดว่า แกนนำทุกคนมีความจงรักภักดี ปกป้องสถาบันมาตลอด

ด้านนายสุริยะใส กล่าวว่า ในวันที่ 24 ก.ค. ติดต่อทาง ผบช.น. เรียบร้อยแล้ว ไม่มีเจตนาหลบหนี แต่ต้องการจะเตรียมคำให้การและเอกสารเรื่องขอประกันตัวทันที ตำรวจมีสิทธิจะคัดค้านได้แต่พวกตนเชื่อมั่นในความยุติธรรมของศาล อย่างไรก็ดี แกนนำยังคงจะชุมนุมต่อไปไม่เลิก และวันที่ 25 ก.ค. จะใช้ยุทธศาสตร์ดาวกระจายไปที่ สำนักงาน ปตท.

“ตู่” ชี้ นปก.ยุติบทบาทแล้ว
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน อดีตแกนนำแนวร่วม ประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ปราศรัยเชื่อมโยงว่า “ดา ตอร์ปิโด” คือกลุ่ม นปก. ว่า ขอยืนยันว่า น.ส.ดารณี ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่ม นปก. หรือกลุ่ม นปช. แต่อย่างใด การปราศรัยของน.ส.ดารณี เป็นการกระทำส่วนตัว ซึ่งหากใครทำผิดก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ทั้งนี้หลัง นปก. ยุติบทบาทก็ได้มีข้อตกลงอย่างชัดเจนว่าทุกองค์กรในเครือข่ายต่างก็มีอิสระใครจะทำอะไรก็ได้แต่ต้องรับผิดชอบเอาเอง ที่ผ่านมากลุ่ม นปก. ระมัดระวังขอให้แกนนำทุกคนอย่าได้กล่าวล่วงเกินสถาบัน ซึ่งหากใครฝ่าฝืนจะถูกห้ามขึ้นเวทีทันที


ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ พฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2551